รถโบราณ คลาสสิค หล่อแบบคุณปู่
สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิราลงกรณ สยามมกุฎราชกุมาร น่าจะทรงเป็นเจ้าฟ้าและเจ้านายพระองค์แรกของไทยที่ทรงสนพระทัย รวบรวมรักษารถเก่าหรือที่บางแห่งเรียกรถโบราณอย่างจริงจัง ถึงขนาดรถโบราณในความดูแลของพระองค์ได้รับการซ่อมแซมบำรุงรักษา จนกระทั่งสามารถนำออกแล่นได้ทุกคัน และอยู่ในสภาพใกล้เคียงกับของเดิมทุกประการ นอกจากนี้ยังทรงเป็นองค์ประธานในการประกวดรถโบราณลุฟท์ฮันซ่า นับแต่งานครั้งที่ ๘ พ.ศ. ๒๕๒๒ ซึ่งขณะนั้นทรงมีพระชนมายุ ๒๗ พรรษา และเมื่อเร็วๆ นี้ ในงานประกวดรถโบราณครั้งที่ ๑๓ ที่จัดขึ้นเมื่อวันอาทิตย์ที่ ๑๙ มกราคม ที่ผ่านมา ก็เสด็จมาเป็นองค์ประธานดังเช่นครั้งก่อนๆ
ความสง่างามของรถยนต์เก่า เครื่องทองเหลืองที่สะท้อนประกายวาววับ เบาะนวมที่เย็บหุ้มอย่างประณีต และสีสันอันเคร่งขรึม ตลอดจนกระทั่งแผ่นไม้ประดับบางชิ้น ล้วนทำให้รถเก่าเป็นของล้ำค่าที่น่าเก็บรักษาไว้ชื่นชมยิ่งนัก รถยนต์รุ่นเก่าหลายคันหลายรุ่นที่เคยถูกทอดทิ้งฝุ่นจับเขรอะ หรือจอดทิ้งไว้รอวันผุพังก็ได้รับการตรวจสอบเสาะหามาซ่อมแซมให้กลับฟื้นอีกครั้งหนึ่งเมื่อประมาณ ๑๐-๒๐ ปีมาก่อน การสะสมรถโบราณ หรือรถที่เห็นกันว่า เป็นเรื่องต่างคนต่างทำ ต่างคนต่างสนุก ยังไม่มีสมาคมรถเก่าโดยตรง จนเมื่อ พ.ศ. ๒๕๑๔ จึงเกิดสมาคมรถเก่าขึ้น เรียกว่า ที่เรียกเช่นนี้เพราะสายการบินลุฟท์ฮันซ่าเป็นผู้สนับสนุน ปัจจุบันมีคำต่อท้ายว่า สนับสนุนโดยคาสตรอลเพิ่มเข้าไป เพราะคาสตรอลได้มาร่วมสนับสนุนด้วย ขณะนี้สมาคมรถโบราณฯ ในประเทศไทย มีสมาชิกประมาณ ๓๕๐ คนและมีรถโบราณที่เจ้าของนำมาจดทะเบียนไว้ไม่ต่ำกว่า ๘๐ คัน ซึ่งหากเทียบกับสถิติรถยนต์ที่เคยมีในอดีต นับแต่รถยนต์คันแรกเข้ามาในประเทศไทยสมัยรัชกาลที่ ๕ ราว พ.ศ. ๒๔๔๕ ก็ต้องนับว่ามีค่อนข้างน้อย เพราะจากการสำรวจปลายสมัยรัชกาลที่ ๕ ปรากฏว่าในกรุงเทพฯ และมณฑลข้างเคียงมีรถยนต์ถึง ๔๐๑ คัน หากนับรวมถึงสมัยรัชกาลที่ ๖-๗-๘ ก็ต้องมีมากกว่านี้อีกหลายเท่า เกี่ยวกับรถยนต์โบราณในประเทศไทยนั้น สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอเจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ กับสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทรงมีลายพระหัตถ์โต้ตอบปรากฏแน่ชัดในหนังสือ สาสน์สมเด็จเล่มที่ ๑๒ (ฉบับองค์การค้าของคุรุสภาจัดพิมพ์) ว่าเจ้าพระยาสุรศักดิ์มนตรี เป็นผู้สั่งนำเข้ารถยนต์เป็นคนแรก “รูปร่างคล้ายรถบดถนน มีที่นั่งสองแถว มีหลังคาเป็นปะรำ ล้อยางตันหมดดีที่ขึ้นสะพานไม่ไหว”ภายหลังเมื่อสมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพทรงจัดพิพิธภัณฑ์สำหรับพระนคร ทรงนึกถึงรถยนต์คันแรกนี้ขึ้น และได้ทรงติดตามค้นหา กระทั่งว่ารถชำรุดถูกทอดทิ้งไว้จนพุพังหมด ทั้งยังถูกถอดเอาเครื่องเหล็กไปทีละชิ้นสองชิ้น ที่สุดรถประวัติศาสตร์คันนี้ก็เหลือแต่ซาก แล้วต่อมาก็หายสาบสูญไปอย่างน่าเสียดาย หลังจากมีการสั่งรถยนต์คันแรกเข้ามาแล้ว ต่อมากรมหลวงราชบุรีดิเรกฤทธิ์ (พระราชโอรสในรัชกาลที่ ๕) ก็ได้ทรงนำรถยนต์เข้ามาอีกเป็นรุ่นที่ ๒ เมื่อคราวเสด็จไปรักษาพระองค์ ณ ทวีปยุโรป พ.ศ. ๒๔๔๗ ทรงสั่งให้บริษัทผลิตรถยนต์ยี่ห้อเมอร์เซเดส เบนซ์เดมเลอร์ ทำรถเก๋ง ๑ คัน เมื่อเสด็จกลับได้ทรงนำรถยนต์คันนี้มาเมืองไทยด้วย และได้น้อมเกล้าฯ ถวายพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕ ทรงพอพระทัย เห็นว่าสะดวกสบายกว่ารถม้าพระที่นั่งที่เคยใช้อยู่ จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้กรมหลวงราชบุรีดิเรกฤทธิ์สั่งรถยนต์เข้ามาอีกหลายคราว สำหรับใช้เป็นรถพระที่นั่งและพระราชทานแก่พระบรมวงศานุวงศ์ ตลอดจนเสนาบดี ที่สุดรถยนต์ก็กลายเป็นของซึ่งได้รับความนิยมอย่างแพร่หลาย รถสมัยนั้น มีทั้งรถใช้น้ำมัน เรียกว่า และที่ใช้แบตเตอรี่ เรียกว่า แต่รถใช้น้ำมันออกจะมีมากกว่า นอกจากนี้ รถรุ่นแรกยังเป็นรถที่ไม่มีพวงมาลัย เวลาจะบังคับให้รถเลี้ยว ก็อาศัยการโยกแทน ต่อมาในเวลาไม่นาน จึงเปลี่ยนจากคันโยกเป็นพวงมาลัยเหมือนอย่างทุกวันนี้ รถไฟฟ้าและรถที่ใช้คันโยกในเมืองไทยเวลานี้หาดูไม่ได้เลย คงเหลือแต่ที่เป็นรูปถ่ายในสมัยรัชกาลที่ ๕ เท่านั้น....... จากหนังสือ : “เครื่องกลไกคลาสสิค” โดย อเนก นาวิกมูล จากหน้าที่ ๒๗ – ๒๘ ราคา ๑๐๐๐ บาท จำหน่ายโดย บริษัท สำนักพิมพ์แสงดาว จำกัด
สมัครสมาชิก:
ความคิดเห็น (Atom)
